ทดลองขับ Subaru Outback 2.5i กรุงเทพฯ-นครปฐม ระยะทาง 300 กิโลเมตร

สำหรับการขับทดสอบในครั้งนี้ ขอขอบคุณ บริษัท มอเตอร์อิมเมจ ประเทศไทย จำกัด ที่เอื้อเฟื้อรถมาให้ทดสอบในครั้งนี้ โดยคันที่ได้มานี้เป็น Subaru Outback 2.5i สีขาว Satin White Pearl ในการวิ่งทดสอบครั้งนี้ เป็นระยะทางกว่า 300กม. ซึ่งในช่วงแรกที่ทำการทดสอบอัตราสิ้นเปลืองนั้น โดยได้วิ่งทดสอบบริเวณพื้นที่ กรุงเทพ-นครปฐม จำนวนระยะทางที่ใช้ในการคำนวณทั้งหมด 108.8 กม. เติมน้ำมันกลับเข้าไปเอาแค่หัวจ่ายตัดได้ 7.835ลิตร คิดอัตราสิ้นเปลือง = 13.886 กม./ลิตร ถือว่าประหยัดกว่าที่คิดไว้มาก มันเทียบเท่า รถ Sub-Compact เลยนะนั่น กับระบบขับ AWD เครื่อง 2.5 ลิตร และขนาดตัวที่เทอะทะ ทำได้ระดับนี้ถือว่ายอดเยี่ยมมาก
-หมายเหตุ ใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 กับสภาพการจราจรที่มีติดบ้างพอสมควร ส่วนใหญ่เคลื่อนตัวได้เรื่อยๆ ไม่ถึงกับโล่ง ทำความเร็วเฉลี่ยที่ 90-100กม./ชม.

หลังจากที่ได้ติดต่อกับทาง มอเตอร์อิมเมจ ประเทศไทย ก็ได้นัดหมายให้ไปรับรถที่สาขาปิ่นเกล้า ซึ่งเมื่อเข้าไปถึง ก็พบ เจ้า Outback สีขาวคันนี้จอดรออยู่ คันเดียว ใน โชว์รูมและศูนย์ยริการแห่งนี้ หลังจากที่ได้เซ็นต์เอกสารรับรถเป็นที่เรียบร้อย ก็ได้เดินไปเปิดประตูรถ ซึ่งเป็นกุญแจแบบอัจฉริยะ สามารถเปิดประตูรถได้โดยที่ไม่ต้องมากดที่ปุ่มตรงตัวกุญแจ ทำให้สะดวกสบายขึ้นมาก หลังจากที่เข้าไปนั่งเป็นที่เรียบร้อย ก็ทำการเหยียบเบรก และกดปุ่ม Push Start Engine แล้วจึงทำการปรับเบาะไฟฟ้า ซึ่งปรับได้ถึง 10ทิศทาง, กระจกมองข้างไฟฟ้า รวมถึงพวงมาลัยปรับระดับได้ 4 ทิศทาง และก่อนที่พร้อมจะเคลื่อนตัวต้องทำการปลดล๊อคเบรกมือไฟฟ้า ด้วยการดึงปุ่ม P ที่อยู่ด้านขวาของพวงมาลัยเข้าหาตัวก่อนที่จะพร้อมเข้าเกียร์ เลื่อนตำแหน่งไปยัง D พร้อมออกตัวได้ ลืมบอกไป สำหรับเบาะนั่งนั้นให้ความกระชับตัวดี กับคนหุ่นไซส์อย่างผม (ตัวไม่ได้ใหญ่มาก) ซึ่งต่างจากพวกกระบะ หรือ PPV ที่เบาะจะกระชับสำหรับคนตัวสูงใหญ่ แต่ว่านั่งขับกันยาวๆ อาจดูไม่ค่อยสบายนัก แต่ยังดีทีมีตัวปรับดันหลังช่วยไว้หน่อย แต่ในส่วนคอนั้นก็ยังคงเมื่อยอยู่ดี หลังจากที่ได้จับหัวเกียร์ของเจ้า Outback นี้รู้สึกได้เลยว่า จับได้ค่อนข้างกระชับพอดี ไม่ดูเล็กหรือใหญ่จนเกินไป และดูมีความสวยงามหรูหรา ระบบปรับอากาศแบบแยกอิสระซ้าย-ขวา ดูจะใช้งานลำบากไปนิด และปุ่มสวิทช์ไฟฉุกเฉินยังรู้สึกว่าอยู่ต่ำไปหน่อย เวลาจะจิ้มใช้อาจต้องควานมือลงมา หรือละสายตาเล็กน้อย ซึ่งบางครั้งอาจไม่ปลอดภัยนัก แต่ถ้าขับใช้งานไปเรื่อยๆ ก็คงชิน หลังจากที่ได้ลองขับมาสักพัก พบสิ่งที่ดูจะไม่ชอบเอาเสียเลย คือ มีปัญหากับปุ่มอากาศไหลเวียนภายในรถที่มักจะ ต้องมากดใหม่ ไม่ให้อากาศภายนอกไหลเข้าอยู่เสมอ หลังจากดับเครื่อง และติดเครื่องใหม่ ก็ยังคงเป็นอยู่ จะมารู้ตัวอีกทีเมื่อกลิ่นควันไอเสียได้หลุดลอยเข้ามาภายในห้องโดยสารแล้ว และเจ้ารถคันนี้ก็ มีเซ็นเซอร์จับตำแหน่งคนนั่งทุกตำแหน่ง ถ้าหากนั่งแล้ว ไม่คาดเข็มขัด จะมีไฟเตือนโชว์ ขึ้นทีจอ MID และ เมื่อทำการเคลื่อนตัวออกไปจะ ร้องส่งเสียงให้หนวกหูกันเลยทันที สำหรับตรงแผงหน้าปัด มาตรวัดวงซ้าย ดูจะไม่ค่อยมีความจำเป็นนัก นั่นคือ มาตรวัดบอกอัตราสิ้นเปลืองหน่วย L/100km หากคุณขับรถอย่างประหยัด เข็มจะตกลงมาที่ด้าน – หาก รถติดหรือขับแบบเอาความมันส์ของเครื่องยนต์ Boxer เข็มก็จะกระดิกไปทางแดน + ซึ่งโดยส่วนตัวคิดว่า มีมาให้เหมือนเป็นของเล่นอย่าง เช่น รถ Honda ที่มีไฟบอกสถานะหากขับแบบประหยัดจะออกมาเป็นสีเขียว ซึ่งที่จริงแล้วไม่มีความจำเป็นเพราะ สามารถมองอัตราสิ้นเปลืองเป็นตัวเลขจาก จอ MID ได้ ซึ่งให้เป็นตัวเลขเลย จะมีความชัดเจนกว่า

สำหรับทัศนะวิสัย เมื่อปรับเบาะลงต่ำสุด ก็ยังคงสามารถมองเห็นได้อย่างปกติตามในรูปแบบ SUV ที่ยกสูงจะมองเห็นภาพรวมโดยทั่วๆไป สำหรับเสา A คู่หน้าดู จะค่อนข้างลาดชัน Slope พอสมควรซึ่งเวลา หันเลี้ยวกลับรถ นั้น ก็ดูจะมองลำบากไปหน่อย เช่นเดียวกับเสา B ที่เมื่อมีผู้โดยสารนั่งข้างจะยิ่งทำให้การกลับรถมองดูได้ยากขึ้น สำหรับ เสา C นั้นดูไม่ค่อยจะมีอะไรเท่าไร แต่เสา D ค่อนข้างหนาเทอะทะ และด้วยตัวหลังคารถ ที่ไม่ได้สูงโปร่งสักเท่าใดนัก มันทำให้ เวลามองไปด้านหลังเมื่อต้องการจะเปลี่ยนเลนนั้น อาจจะมองได้ลำบากหน่อย ยิ่งถ้ามีรถยนต์ซัดแซงมาด้วยความเร็วด้วยแล้ว ต้องระมัดระวังเป็นอันมาก หรือรถมอเตอร์ไซค์ ที่ซอกแซก มาโดยไม่ทันตั้งตัวเช่นกัน สำหรับกระจกมองข้างนั้นบานใหญ่มองชัดเจนตามสไตล์ SUV ไม่เป็นปัญหาแต่อย่างใด

ด้านพละกำลังสมรรถนะเครื่องยนต์ ของรูปแบบ Boxer สูบนอน EJ25 บล็อกนี้ เสียงเครื่องนิ่งเงียบมากจริงๆ รวมถึงการเก็บเสียงภายในห้องโดยสารก็ทำได้ดี ถ้าอยากได้ยินเสียง Boxer ชัดๆ ต้องลากรอบกันสูงมาก และอัตราเร่งแรงดึงมีหลังติดเบาะได้เหมือนกัน แค่ 167hp แต่ต้องไม่ลืมว่ารถที่กำลังขับอยู่นี่เป็นรถในตัวถัง SUV ซึ่งมีมิติตัวรถที่ใหญ่เทอะทะและยาวอีกต่างหาก ไม่ใช่รถ Sedan ขนาดกลางแต่อย่างใด แต่แรงเอาเรื่อง การตอบสนองของคันเร่งไฟฟ้าทำได้ ไว กระฉับกระเฉง ไม่ได้ดูชักช้าอืดอาดถึงขั้นต้องรอคอยกันนาน ในด้านการทดสอบอัตราเร่ง 80-120กม./ชม. ทำได้ใน 8.37 วินาที ในโหมด D ปกติ ถือว่าทำได้ยอดเยี่ยมมากทีเดียว ทำได้ดีกว่า Pajero Sport V6 เล็กน้อย ทั้งที่นั่ง 2 คน กับ Top Speed ที่ลองทำดูได้ ราว 190กม./ชม. + นิดหน่อยตามหน้าปัด ซึ่งเท่าที่ดูน่าจะทำได้เต็มที่ ก็ไม่น่าเกิน 198กม./ชม. ตามที่เคลมในโบรชัวร์ ซึ่งส่วนหนึ่งอาจจากสภาพเส้นทางการจราจร รวมถึงน้ำมันที่ใช้ นอกจากนั้นยังได้ทดสอบอัตราเร่ง จากเครื่องวัด OBD II Bluetooth ได้ค่าต่างๆ ตามภาพ ดังนี้ 0-100กม./ชม. ใน 10.6วินาที 1/4mile ได้ 17.9วินาที ที่ความเร็ว 132กม./ชม. แรงม้าสูงสุดที่วัดได้ในการวิ่งทดสอบอัตราเร่งนี้ ออกมาที่ 104.4hp@4820rpm แรงบิดสูงสุดออกมาที่ 120.9 ปอนด์-ฟุต โดยที่ใช้เกียร์ M ในการทดสอบ และไม่ทำการ Shift เกียร์เอง กดคันเร่งอย่างเดียวจนให้รอบมันตัดขึ้นเอง ที่ราวๆ 6000rpm +
– หมายเหตุ ค่าที่ได้นี้ วัดจากการทดสอบอัตราเร่ง และ Top Speed เพียง 2 ครั้งเท่านั้น และค่าที่ขึ้นโชว์นี้เป็นค่าที่ดีที่สุด

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s